My life

Wednesday, May 17, 2006

ผลที่ได้จากการเคี้ยวอาหาร

การเคี้ยวอาหาร 30 ที
ผลที่ได้จากการกินอาหารแต่ละคำ ควรเคี้ยวอย่างน้อยที่สุด 30 ที
จะช่วยให้เหงือกแข็งแรง และช่วยรักษาอาการขี้หงุดหงิดจิตใจไม่สงบ
การเคี้ยวอาหาร 50 ที
จะช่วยลดการกลัดกลุ้มเจ้าอารมณ์ อย่างน้อยที่สุดช่วยให้ลืมเรื่องไม่น่าอภิรมย์ได้ในเวลากินอาหาร
นอกจากนี้ ยังลดความอ้วนได้ เนื่องจากไม่มีส่วนผสมของน้ำที่เกินจำเป็นถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
การเคี้ยวอาหาร 60 ที
เหมาะสำหรับอาหารที่มีใยหรือกากมากหรือย่อยสลายลำบาก ช่วยลดอาการท้องผูก
กระตุ้นสมรรถนะของสมองใหญ่ ช่วยให้สมองแล่นมากขึ้น
การเคี้ยวอาหาร 80 ที
ช่วยให้ประสาทสัมผัสไวขึ้น สามารถจำแนกรสธรรมชาติและสารปรุงอาหารที่มีพิษในอาหารได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ยังช่วยให้เลียนแบบสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
การเคี้ยวอาหาร 100 ที
ช่วยให้หนักแน่นมากขึ้น สามารถวินิจฉัยและจัดการปัญหาต่าง ๆ อย่างสงบเยือกเย็น
กินน้อยแต่ร่างการดูดซึมสารอาหารได้มาก นอกจากนี้ยังช่วยลดการอยากอาหารประเภทเนื้อ หรือระคายต่อร่างกายได้ด้วย
การเคี้ยวอาหาร 150 ที
ถ้ายืนหยัดเคี้ยว 150 ที ต่ออาหารหนึ่งคำ กระเพาะอาหารและลำไส้จะมีสมรรถนะสูงขึ้น
นอกจากนี้ ยังช่วยให้หายจากโรคเรื้อรังบางอย่างโดยไม่ต้องรักษา
ขณะเดียวกันก็ช่วยให้สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดังใจ
การเคี้ยวอาหาร 200 ที
ถ้ายืนหยัดเคี้ยว 200 ที ต่ออาหาร 1 คำได้ทุกมื้อแล้ว จะหายจากโรคกระเพาะเรื้อรัง และโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกันก็ช่วยให้คาดการณ์และวินิจฉัยปัญหาต่าง ๆ ได้แม่นยำมากขึ้น

ถ้าผู้ที่เป็นมารดาเอาแต่ป้อนอาหารที่อ่อนเหลวและมีคุณค่าอาหารค่อนค้างสม่ำเสมอแก่เด็กแล้ว
เด็กโตขึ้นก็จะติดนิสัยเลว ๆ ที่ชอบกลืนอาหารโดยไม่เคี้ยว และไม่มีทางได้สัมผัสความรู้สึกอิ่มในการกินอาหาร
ท้ายที่สุดก็จะติดความเคยชินชอบกินอาหารมากเกินไป นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กอ้วนเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

เคยมีคนสำรวจเด็กอายุระหว่าง 1-5 ขวบ จำนวน 39,000 คน ผลปรากฏว่า
เด็กที่ขบเคี้ยวอาหารค่อนข้างแข็งไม่เป็นมีจำนวนถึง 550 คน พูดง่าย ๆ ก็คือ
เด็กทุก 75 คน จะมีเด็ก 1 คน ขบเคี้ยวอาหารไม่เป็น
อีกทั้งนี่เป็นปรากฏการณ์ทั่วไปในประเทศต่าง ๆ ของโลกทุกวันนี้

ผลการสำรวจของ ดร. ดับเบิลยู เอ พูลเลอรส์ นายแพทย์ชาวอเมริกันพบว่า
ชาวเอสกิโมและชาวอินเดียนามีอาการขากรรไกรล่างไม่แข็งแรง
เนื่องจากการกินอาหารกระป๋องและอาหารรสหวานมากไปเป็นเวลายาวนาน
ทั้งที่เดิมทีพวกเขามีฟัน เหงือกและขากรรไกรที่แข็งแรงมาก
เนื่องจากต้องเคี้ยวอาหารดั้งเดิมของพวกเขาซึ่งมักมีเอ็นเหนียวอยู่ด้วย
ถ้าเคี้ยวอาหารไม่ถูกหลัก มิเพียงจะทำให้ฟันผุเท่านั้น
แม้แต่สมอง อวัยวะภายใน เอว แขนขาก็จะพลอยได้รับผลกระทบอย่างหนัก
หนังสือโภชนาการชีวิตและความเสื่อมของร่างกายซึ่งเขียนโดยนายแพทย์ท่านหนึ่งได้เตือนผู้อ่านอย่างจริงใจว่า
ความเคยชินที่ไม่ถูกต้องในการกินอาหารทำให้เกิดโรคจิตและโรคในส่วนศีรษะได้ง่าย
ข้อความที่แฝงความหมายลึกซึ้งและจริงใจนี้มิได้ขยายความเกินจริงอย่างเด็ดขาด
นอกจากนี้ยังกล่าวกันว่า การเคี้ยวมีสมรรถนะช่วยขจัดพิษด้วย

5 Comments:

At 8:17 AM, Blogger looktarn641 said...

แล้ว เคี้ยว กี่ ที ถึงจะ น่ารัก แบบ แนน หละจร้า55+
มีสาระดีอ่ะชอบๆ

 
At 8:11 AM, Blogger i_am_miiintz said...

ม6 แล้วตั้งใจเรียนล่ะ
+++

โชคดีนะ
+++

สัญญาว่าจะไม่ลืมแก
+++

 
At 5:01 AM, Blogger kangze said...

มาเม้นให้นะ

ว่างๆไปเม้นให้ด้วยนะ

คิดถึงนะ

รักนะ

 
At 11:27 PM, Blogger Something about me! said...

เม้นแร้ว เม้นห้านดู้เว้

 
At 2:18 AM, Blogger iam_new said...

มาเม้นให้นะจ้ะ

แล้วถ้าเคี้ยว

แบบที่แนนบอก

จะหน้าตาดี

แบบแนนป่าวมั้ยอ่า

 

Post a Comment

<< Home

http://codetukyang.com/java/images2/mousesakura.gifAGE="JavaScript">